การเริ่มต้นที่ไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร : (7)แสงจันทร์ในแววตา
posted on 18 Oct 2010 23:04 by froyd030
ห้องนอนของเขาอยู่ติดกับห้องรับแขก มีเตียงเดี่ยวที่นอนได้อย่างสบายๆและไม่เบียดเกินไปสำหรับสองคน มีห้องน้ำอยู่ริมสุดด้านใน เฟอร์นิเจอร์ภายในห้องมีเพียงโต๊ะไม้ที่วางทีวีเครื่องเก่า และราวแขวนผ้า เราไม่ได้คุยอะไรกันมากนักหลังกลับมาถึงบ้าน ต่างคนต่างแยกย้ายกันเข้านอน ภรรยาของเขาต้องนอนเป็นเพื่อนลูกชายจนหลับแล้วจึงแยกเข้านอน ส่วนเขา-เพื่อนนักเขียนของผม ก็ปิดประตูห้องนอนโดยไม่เปิดออกมาอี
หลังจากอาบน้ำและจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ ผมปิดไฟและพยายามข่มตานอน..แต่ก็ไม่อาจหลับได้
พยายามพลิกเปลี่ยนท่าทางในการนอนก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผล ผมเลิกความคิดที่จะหลับ เปิดเปลือกตาจ้องมองเพดานที่ต้องแสงจากนอกหน้าต่างและเริ่มครุ่นคิดถึงความรู้สึกประหลาดบางอย่าง เหตุใดกัน..คนที่ชีวิตดูเหมือนจะเพียบพร้อมไปด้วยทุกอย่าง การงานที่ไปได้สวย ภรรยาที่แสนดี และลูกชายที่ไม่ทำเรื่องปวดหัว เจ้าลอนดอนนั้นอีก การใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดหลีกหนีไกลห่างจากความวุ่นวายนานับประการ นี่มันแทบจะเป็นอุดมคติของชีวิตยิ่งกว่าในหนังสือของผมเสียอีก เป็นความสุขที่บริบูรณ์พร้อมด้วยความสงบและพอเพียง แต่หนังสือที่เขาเขียนนั้นกลับสะท้อนความโดดเดี่ยวได้ราวกับคมมีด คมมีดที่กรีดแทงหัวใจของเราให้ขาดวิ่นเป็นเสี่ยงๆโดยเราแทบไม่รู้สึกถึงสัมผัสที่ผิว นี่หรือคือชีวิตอันเป็นพื้นฐานของความโดดเดี่ยวเหล่านั้น
ไม่มีเหตุผลใดๆเลยที่จะช่วยให้ผมเข้าใกล้สิ่งที่ดั้นด้นมาค้นหา
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ อาจเป็นเพราะชาเมื่อตอนบ่าย หรืออาจเพราะความว้าวุ่นในใจของผมที่ไม่อยากคว้าน้ำเหลวกลับบ้าน..ผมนอนไม่หลับ ลุกขึ้นแล้วเดินออกมานั่งที่สวนอีกครั้งท่ามกลางความมืดและเงียบ เจ้าลอนดอนหมอบอยู่ใต้โต๊ะนั่น มันไม่แสดงอาการอะไร เพียงแค่มองด้วยสายตาเบื่อหน่ายแล้วหันกลับไปหมอบอยู่ท่าเดิม
ฟ้าคืนนี้เต็มไปด้วยหมู่ดาว..แม้เสี้ยวพระจันทร์จะยังลอยค้างฟ้า เป็นการอยู่ร่วมกันบนฟ้าโดยไม่มีใครพยายามอวดอ้างรัศมีแสงให้โดดเด่นกว่า ความสงบบนฟ้าและความสงัดของที่นี่ทำให้ผมไม่แปลกใจเลยว่านี่คือเมืองน่าอยู่อันดับ5ของโลก
ระหว่างที่ผมกำลังปลดปล่อยลมหายใจขุ่นในปอดไปกับอากาศชื้นและเย็นของค่ำคืนอยู่นั้น แว่วเสียงแง้มเปิดประตูแผ่วเบาจากด้านหลัง ภรรยาของเขากระชับชุดคลุมผ้าลินินก่อนออกมานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
"ขอโทษที่ทำให้คุณตื่น.." ผมเอ่ยขึ้นเบาไม่ต่างกับเสียงกระซิบ
"เปล่าเลย..ฉันตื่นเป็นประจำช่วงเวลานี้อยู่แล้วล่ะ" เธอพูดอย่างเป็นปกติ ผมมองเห็นแสงจันทร์สะท้อนอยู่ในแววตาเบื่อหน่ายของเธอ
"เตียงในห้องนอนไม่สบายหรือ?" เธอถามขึ้น
"ไม่ใช่หรอกครับ..มันเป็นห้องที่วิเศษมาก เพียงแต่ผมยังไม่ง่วงเท่านั้นเอง"
เธอยังนั่งนิ่งไม่ไหวติงและแทบไม่กระพริบตาที่มองพระจันทร์อยู่เลย
"ผมมีเรื่องที่ต้องคิดมากมาย และการมาอยู่ที่สงบและบริสุทธิ์เช่นนี้คงช่วยผมได้ บางทีผมอาจสร้างงานเขียนที่ยอดเยี่ยมอย่างสามีคุณได้หากได้ออกมาครุ่นคิดมากขึ้น ในที่ๆกลิ่น้ำค้างยังหลงเหลืออยู่อย่างที่นี่"
สีหน้าเธอยังไม่เปลี่ยนแปลงแต่ก็เอ่ยคำถามโดยที่ไม่มองหน้า
"คุณมีปัญหาเรื่องการนอนหลับหรือ?"
"เปล่า..บางทีน่ะ หมายความว่าไง?"
เสียงลมหวนกระทบใบมะม่วงบนยอดที่ปลายสวน กิ่งของมันกระทบเกาะแกะกัน เป็นสายลมเยือกเย็นที่พัดมาราวกับการเคลื่อนผ่านของนกตัวใหญ่ที่บินสูงลิบอยู่บนฟ้า มีเพียงจิ้งหรีดที่ยังส่งเสียงร้องประคองไม่ให้ที่นี่เงียบจนเกินไป
"ฝันร้าย..." เธอถอนหายใจยาว "เราฝันร้ายอยู่บ่อยๆ"
"ฝันร้ายหรือ?" ผมทวนคำพูดออกมาเพราะไม่เชื่อหูตัวเองว่าผู้ชายในวัยกลางคนจะสามารถทำให้คนที่เป็นคู่เรียงเคียงหมอนต้องเดือดร้อนจากจินตนาการในห้วงหลับของตนเองได้
"ใช่..เขาฝันร้าย ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา บ่อยเหลือเกินที่เขาจะตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยเหงื่อชุ่มโชกเต็มใบหน้า และเริ่มร้องไห้อยู่คนเดียวไม่ต่างกับเด็กที่กลัวความมืด ฉันมองดูมันในครั้งแรกด้วยความรู้สึกเหมือนเรื่องแปลกประหลาด และคิดว่าเขาคงมีวิธีจัดการได้ แต่ไม่เลย..เขาฟูมฟายมากขึ้นและมากขึ้น และนั่นก็เกินขอบเขตความเข้าใจของฉันแล้ว มันกลายเป็นความคุ้นชินของฉัน..ฉันไม่อาจข่มตานอนหลับสนิทได้หากคืนนั้นมีเพียงความเงียบสงัดของอากาศรอบตัวหรือเสียงกรนของเขา ราวกับว่านี่ต่างหากคือเรื่องผิดปกติ"
ผมพูดอะไรไม่ออก...
"ฉันแนะนำให้เขาเลิกเขียนหนังสือแบบนี้เสีย ฉันคงทนไม่ได้หากคืนใดที่เขาจะตื่นขึ้นกลางดึกเพราะฝันร้ายโดยไม่มีฉันอยู่ข้างกาย"
ทุกอย่างรอบตัวผมดูขัดแย้งอย่างไม่น่าเชื่อ ผมได้แต่กลืนน้ำลายเพราะความอึ้งและจนปัญญาของตัวเองจนเกิดเป็นความเงียบที่ยาวนาน
"ผมขอโทษจริงๆที่ไม่สามารถช่วยอะไรคุณได้เลย" ผมพูดออกไปตามจริงเพื่อทำลายความอึดอัดนั่น แต่ข้างในใจแล้วกลับไม่ได้คิดถึงการช่วยเหลือนี้เลย --ผมคิดแค่เพียงว่า..นี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เขาปลูกสร้างความรวดร้าวไว้ในงานเขียนอย่างหาที่ใดเปรียบเหมือนได้เป็นแน่แท้ แล้วอีกความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือความเปล่าเปลี่ยวที่ดิ่งดำราวกับหลุมลึกไร้ก้นที่ผมใฝ่หากำลังก่อตัวขึ้นในใจผมอย่างช้าๆ
"ฉันไม่น่าเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง สัญญาได้ไหมว่าคุณจะเก็บมันเป็นความลับ"
"แน่นอน..ผมสัญญา มันจะถูกฝังไว้ที่นี่"
"ฉันคงต้องขอตัวกลับไปนอน คุณน่าจะยินดีในความสุขที่คุณได้รับขณะหลับสนิทนะ"
เธอลุกเดินหันหลังจากไป ผมไม่ได้สังเกตว่าแสงจันทร์ในแววตาเธอเลือนลับไปหรือไม่
ผมลุกขึ้นและเดินกลับไปนอน ระหว่างทางผมมองผ่านกระจกรถ..เห็นกล่องพัศดุที่ไม่ได้ส่งคืนเจ้าของ
บางทีพรุ่งนี้ผมอาจใช้เวลาหยุดยาวที่เหลือตามหาอดีตคนรักของตัวเองเพื่อส่งมันคืนถึงมือ รู้สึกคล้ายกับว่าคำพูดร้อยพันที่หล่นหายไปได้ถูกค้นเจออีกครั้ง มีมากมายเหลือเกินที่ผมควรพูดมันหรือไม่ต้องพูดมัน แต่จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น..ผมคงไม่ต้องเก็บมันมาใส่ใจอีกต่อไปแล้ว
เพราะตอนนี้..ผมรู้แล้วว่าใครโดดเดี่ยวที่สุดในโลก
edit @ 15 Nov 2010 19:07:05 by ฟรอยด์