ห้องนอนของเขาอยู่ติดกับห้องรับแขก  มีเตียงเดี่ยวที่นอนได้อย่างสบายๆและไม่เบียดเกินไปสำหรับสองคน  มีห้องน้ำอยู่ริมสุดด้านใน เฟอร์นิเจอร์ภายในห้องมีเพียงโต๊ะไม้ที่วางทีวีเครื่องเก่า และราวแขวนผ้า  เราไม่ได้คุยอะไรกันมากนักหลังกลับมาถึงบ้าน  ต่างคนต่างแยกย้ายกันเข้านอน  ภรรยาของเขาต้องนอนเป็นเพื่อนลูกชายจนหลับแล้วจึงแยกเข้านอน  ส่วนเขา-เพื่อนนักเขียนของผม ก็ปิดประตูห้องนอนโดยไม่เปิดออกมาอี

 

     หลังจากอาบน้ำและจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ  ผมปิดไฟและพยายามข่มตานอน..แต่ก็ไม่อาจหลับได้

 

     พยายามพลิกเปลี่ยนท่าทางในการนอนก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผล  ผมเลิกความคิดที่จะหลับ  เปิดเปลือกตาจ้องมองเพดานที่ต้องแสงจากนอกหน้าต่างและเริ่มครุ่นคิดถึงความรู้สึกประหลาดบางอย่าง  เหตุใดกัน..คนที่ชีวิตดูเหมือนจะเพียบพร้อมไปด้วยทุกอย่าง การงานที่ไปได้สวย ภรรยาที่แสนดี และลูกชายที่ไม่ทำเรื่องปวดหัว เจ้าลอนดอนนั้นอีก  การใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดหลีกหนีไกลห่างจากความวุ่นวายนานับประการ  นี่มันแทบจะเป็นอุดมคติของชีวิตยิ่งกว่าในหนังสือของผมเสียอีก  เป็นความสุขที่บริบูรณ์พร้อมด้วยความสงบและพอเพียง  แต่หนังสือที่เขาเขียนนั้นกลับสะท้อนความโดดเดี่ยวได้ราวกับคมมีด  คมมีดที่กรีดแทงหัวใจของเราให้ขาดวิ่นเป็นเสี่ยงๆโดยเราแทบไม่รู้สึกถึงสัมผัสที่ผิว  นี่หรือคือชีวิตอันเป็นพื้นฐานของความโดดเดี่ยวเหล่านั้น

 

     ไม่มีเหตุผลใดๆเลยที่จะช่วยให้ผมเข้าใกล้สิ่งที่ดั้นด้นมาค้นหา

 

     เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้  อาจเป็นเพราะชาเมื่อตอนบ่าย หรืออาจเพราะความว้าวุ่นในใจของผมที่ไม่อยากคว้าน้ำเหลวกลับบ้าน..ผมนอนไม่หลับ ลุกขึ้นแล้วเดินออกมานั่งที่สวนอีกครั้งท่ามกลางความมืดและเงียบ  เจ้าลอนดอนหมอบอยู่ใต้โต๊ะนั่น  มันไม่แสดงอาการอะไร  เพียงแค่มองด้วยสายตาเบื่อหน่ายแล้วหันกลับไปหมอบอยู่ท่าเดิม

 

     ฟ้าคืนนี้เต็มไปด้วยหมู่ดาว..แม้เสี้ยวพระจันทร์จะยังลอยค้างฟ้า เป็นการอยู่ร่วมกันบนฟ้าโดยไม่มีใครพยายามอวดอ้างรัศมีแสงให้โดดเด่นกว่า  ความสงบบนฟ้าและความสงัดของที่นี่ทำให้ผมไม่แปลกใจเลยว่านี่คือเมืองน่าอยู่อันดับ5ของโลก

 

     ระหว่างที่ผมกำลังปลดปล่อยลมหายใจขุ่นในปอดไปกับอากาศชื้นและเย็นของค่ำคืนอยู่นั้น  แว่วเสียงแง้มเปิดประตูแผ่วเบาจากด้านหลัง ภรรยาของเขากระชับชุดคลุมผ้าลินินก่อนออกมานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่  

     

     "ขอโทษที่ทำให้คุณตื่น.." ผมเอ่ยขึ้นเบาไม่ต่างกับเสียงกระซิบ

     

     "เปล่าเลย..ฉันตื่นเป็นประจำช่วงเวลานี้อยู่แล้วล่ะ" เธอพูดอย่างเป็นปกติ  ผมมองเห็นแสงจันทร์สะท้อนอยู่ในแววตาเบื่อหน่ายของเธอ

 

     "เตียงในห้องนอนไม่สบายหรือ?" เธอถามขึ้น

 

     "ไม่ใช่หรอกครับ..มันเป็นห้องที่วิเศษมาก  เพียงแต่ผมยังไม่ง่วงเท่านั้นเอง" 

    

     เธอยังนั่งนิ่งไม่ไหวติงและแทบไม่กระพริบตาที่มองพระจันทร์อยู่เลย

 

     "ผมมีเรื่องที่ต้องคิดมากมาย  และการมาอยู่ที่สงบและบริสุทธิ์เช่นนี้คงช่วยผมได้  บางทีผมอาจสร้างงานเขียนที่ยอดเยี่ยมอย่างสามีคุณได้หากได้ออกมาครุ่นคิดมากขึ้น ในที่ๆกลิ่น้ำค้างยังหลงเหลืออยู่อย่างที่นี่"

     

     สีหน้าเธอยังไม่เปลี่ยนแปลงแต่ก็เอ่ยคำถามโดยที่ไม่มองหน้า

 

     "คุณมีปัญหาเรื่องการนอนหลับหรือ?"

 

     "เปล่า..บางทีน่ะ  หมายความว่าไง?"

    

     เสียงลมหวนกระทบใบมะม่วงบนยอดที่ปลายสวน  กิ่งของมันกระทบเกาะแกะกัน  เป็นสายลมเยือกเย็นที่พัดมาราวกับการเคลื่อนผ่านของนกตัวใหญ่ที่บินสูงลิบอยู่บนฟ้า  มีเพียงจิ้งหรีดที่ยังส่งเสียงร้องประคองไม่ให้ที่นี่เงียบจนเกินไป

 

     "ฝันร้าย..." เธอถอนหายใจยาว "เราฝันร้ายอยู่บ่อยๆ"

 

     "ฝันร้ายหรือ?" ผมทวนคำพูดออกมาเพราะไม่เชื่อหูตัวเองว่าผู้ชายในวัยกลางคนจะสามารถทำให้คนที่เป็นคู่เรียงเคียงหมอนต้องเดือดร้อนจากจินตนาการในห้วงหลับของตนเองได้

 

     "ใช่..เขาฝันร้าย  ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา  บ่อยเหลือเกินที่เขาจะตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยเหงื่อชุ่มโชกเต็มใบหน้า และเริ่มร้องไห้อยู่คนเดียวไม่ต่างกับเด็กที่กลัวความมืด  ฉันมองดูมันในครั้งแรกด้วยความรู้สึกเหมือนเรื่องแปลกประหลาด และคิดว่าเขาคงมีวิธีจัดการได้  แต่ไม่เลย..เขาฟูมฟายมากขึ้นและมากขึ้น  และนั่นก็เกินขอบเขตความเข้าใจของฉันแล้ว  มันกลายเป็นความคุ้นชินของฉัน..ฉันไม่อาจข่มตานอนหลับสนิทได้หากคืนนั้นมีเพียงความเงียบสงัดของอากาศรอบตัวหรือเสียงกรนของเขา  ราวกับว่านี่ต่างหากคือเรื่องผิดปกติ"

 

     ผมพูดอะไรไม่ออก...

 

     "ฉันแนะนำให้เขาเลิกเขียนหนังสือแบบนี้เสีย  ฉันคงทนไม่ได้หากคืนใดที่เขาจะตื่นขึ้นกลางดึกเพราะฝันร้ายโดยไม่มีฉันอยู่ข้างกาย"

 

     ทุกอย่างรอบตัวผมดูขัดแย้งอย่างไม่น่าเชื่อ  ผมได้แต่กลืนน้ำลายเพราะความอึ้งและจนปัญญาของตัวเองจนเกิดเป็นความเงียบที่ยาวนาน  

 

     "ผมขอโทษจริงๆที่ไม่สามารถช่วยอะไรคุณได้เลย" ผมพูดออกไปตามจริงเพื่อทำลายความอึดอัดนั่น  แต่ข้างในใจแล้วกลับไม่ได้คิดถึงการช่วยเหลือนี้เลย --ผมคิดแค่เพียงว่า..นี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เขาปลูกสร้างความรวดร้าวไว้ในงานเขียนอย่างหาที่ใดเปรียบเหมือนได้เป็นแน่แท้  แล้วอีกความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือความเปล่าเปลี่ยวที่ดิ่งดำราวกับหลุมลึกไร้ก้นที่ผมใฝ่หากำลังก่อตัวขึ้นในใจผมอย่างช้าๆ

 

     "ฉันไม่น่าเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง  สัญญาได้ไหมว่าคุณจะเก็บมันเป็นความลับ"

 

    "แน่นอน..ผมสัญญา  มันจะถูกฝังไว้ที่นี่"

 

    "ฉันคงต้องขอตัวกลับไปนอน  คุณน่าจะยินดีในความสุขที่คุณได้รับขณะหลับสนิทนะ"

 

     เธอลุกเดินหันหลังจากไป  ผมไม่ได้สังเกตว่าแสงจันทร์ในแววตาเธอเลือนลับไปหรือไม่

 

     ผมลุกขึ้นและเดินกลับไปนอน  ระหว่างทางผมมองผ่านกระจกรถ..เห็นกล่องพัศดุที่ไม่ได้ส่งคืนเจ้าของ  

 

     บางทีพรุ่งนี้ผมอาจใช้เวลาหยุดยาวที่เหลือตามหาอดีตคนรักของตัวเองเพื่อส่งมันคืนถึงมือ  รู้สึกคล้ายกับว่าคำพูดร้อยพันที่หล่นหายไปได้ถูกค้นเจออีกครั้ง  มีมากมายเหลือเกินที่ผมควรพูดมันหรือไม่ต้องพูดมัน  แต่จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น..ผมคงไม่ต้องเก็บมันมาใส่ใจอีกต่อไปแล้ว

 

     เพราะตอนนี้..ผมรู้แล้วว่าใครโดดเดี่ยวที่สุดในโลก


edit @ 15 Nov 2010 19:07:05 by ฟรอยด์

     John Lennonคนนั้นสูดควันเฮือกสุดท้ายก่อนโยนพันลำลงไปในกองขี้เถ้าซึ่งน่าจะเกิดจากการก่อกองไฟเมื่อคืนนี้  เขาเข้ามาทักทายและพูดในเชิงให้ผมรออยู่ตรงนี้หรือจะเดินชมพื้นที่รอบๆกับเขา  แน่นอน..ผมเลือกอย่างที่สอง

 

     เขาก้มลงหยิบสายยางที่วางอยู่ด้านนอก  มันกองพันกันยุ่งเหยิง แต่เขาก็ไม่รีบร้อนนักที่จะค่อยๆคลายปมที่พันกันจนหมดแล้วเดินอาดๆไปเปิดน้ำเพื่อรดแปลงผักที่ผมเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อสักครู่  ผมเดินตามออกไปก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนขอนไม้ที่วางรอบกองขี้เถ้า(ซึ่งในนั้นเต็มไปด้วยมวนพันลำมากจนนับไม่ไหว)  จ้องมองเขาด้วยสายตาพิศวง  ภาพชายชาวต่างชาติในเสื้อเชิ้ตสีฟ้า กางเกงขาสั้น และรองเท้าแตะ ฉีดสายยางรดน้ำต้นไม้พร้อมกับฮัมเพลงเบาๆราวกับอยู่ในสวนหลังบ้านของเขา  ผมรู้สึกสะท้อนใจอย่างประหลาด

 

     เจ้าของร้านรวบผมเดธ ร็อกของเขาแล้วพันมันด้วยเส้นเดธ ร็อกอีกเส้น  เขาไม่สวมรองเท้า..เผยให้เห็นความหยาบกร้านของฝ่าเท้ารวมไปทั้งมือใหญ่และหนาของเขาขณะมัดสายคล้องม้ากับเสาต้นหนึ่ง  ยิ้มให้ผมเห็นฟันขาวในเชิงขอโทษกับข่าวร้ายที่ว่า..กาแฟหมด  เพราะเขาและเพื่อนชาวต่างชาติของเขาไม่ได้เข้าเมืองมาหลายวันแล้ว  และถ้าหากผมกลับมาในวันพรุ่งนี้ก็ยินดีที่จะชดเชยให้ด้วยการชวนผมค้างคืนเพื่อก่อกองไฟ เล่นกีต้าร์ และดูดพันลำด้วยกัน

 

     ช่างเป็นข้อเสนอที่ปฏิเสธยาก  แต่ผมก็มีธุระที่ต้องทำกับเพื่อนๆในเมืองอีกมากมาย จึงต้องบอกปัดไปด้วยความเสียดาย  แลกกับการนั่งพักตลอดทั้งบ่ายเพื่อพูดคุยเล่นกับเขา

 

     ใช่..เขาเป็นคนใต้อย่างที่ผมคิด แต่ก็มาอยู่ปายได้3ปีกว่าแล้ว เริ่มด้วยการสร้างเพิงที่พักด้านบนด้วยไม้และผ้าใบ แล้วก็ทำร้านกาแฟเล็กๆที่อาศัยปากต่อปากแนะนำให้รู้จักกัน  เขามีม้าและเริ่มสอนเพื่อนๆของเขา(รวมทั้งร่างเสมือนJohn Lennonนั่นด้วย)ให้ขี่ม้า และมันก็กลายมาเป็นธุรกิจที่เรียกนักท่องเที่ยวมาได้เป็นอย่างดี  เขาพานักท่องเที่ยวขี่ม้าสวนธารน้ำขึ้นไปจนถึงน้ำตกที่อยู่ในป่า  นานๆครั้งจึงจะลงจากเขาเพื่อเข้าไปซื้อเสบียงในตัวเมือง  แต่ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพราะพืชผักส่วนใหญ่เขาก็ปลูกพอกินเองทั้งนั้น  ที่จำเป็นก็เห็นแต่จะมีเพียงเครื่องเทศและอุปกรณ์ทำกาแฟบางชนิดเท่านั้น  เมื่ออาทิตย์ลับฟ้า..เขาจะก่อกองไฟ ร่ำสุรา มองแสงดาวบนฟ้ายามค่ำคืน  

 

     โชคร้ายที่ผมมาช้าเกินไป..นั่งคุยกับเขาได้ไม่นาน ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว  เรื่องขี่ม้าไปดูน้ำตกนั้นทำไม่ได้แน่ ส่วนเรื่องกองไฟผมก็ไม่ได้เตรียมตัวพร้อมมา  ช่างน่าอิจฉาชีวิตของพวกเขาเหลือเกิน

 

     ผมบอกลาเจ้าของร้านและJohn Lennonคนนั้น  ระหว่างทางลงมา..มองเห็นเพียงแนวเทือกเขาที่สลับทับกันไปมาแล้วก็หลอมรวมเป็นเขาลูกใหญ่อยู่ไกลสุดลูกหูลูกตา  ผมชอบภูเขา..ด้วยเหตุผลที่ต่างกับชอบทะเล  ภาพเทือกเขาเหล่านั้นทำให้ผมคิดว่าตัวเองช่างเล็กกระจ่อยร่อยเหลือเกิน..มนุษย์เราคงไม่ต่างกับเม็ดฝุ่นธุลีเมื่อเทียบกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่

 

 

 

 

 

 

     กว่าผมจะกลับถึงที่พัก..ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว  เพื่อนๆของผมซื้อเบียร์กับน้ำแข็งไว้คอยท่า  ส่วนผมก็ได้ขนมและบุหรี่กลับมา  เราเริ่มตั้งวงดื่มเล็กๆที่ริมแม่น้ำปายหน้าที่พักของเรา  จิบเบียร์พลางแช่ขาไว้ในแม่น้ำอันตื้นเขิน  พวกเรานั่นนิ่งเงียบจ้องมองดวงดาวที่เริ่มปรากฎบนฟ้าพร้อมๆกับแสงไฟในตัวเมืองที่ค่อยๆดับลง  ฝรั่งข้างห้องหอบเบียร์มาอีกลังแล้วเข้ามานั่งร่วมวง  การสนทนาก็เริ่มขึ้นอีกครั้งโดยมีเสียงรินไหลเอื่อยๆของแม่น้ำปายเป็นฉากหลัง

 

     ฝรั่งข้างห้องฟังพวกเราพูดภาษาอังกฤษได้ดีพอๆกับคนไทยฟังภาษาลาวรู้เรื่องเข้าใจ  นั่นไม่ใช่ปัญหาของการเกิดมิตรภาพ  พวกเราแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่พบเจอในวันทั้งวัน  มีทั้งเรื่องตลกขบขัน น่าหงุดหงิดใจ และก็วนมาถึงผม...

 

     เบียร์ในลังใกล้จะหมดเต็มที  แสงเทียนที่จุกอยู่บนโต๊ะก็ริบหรี่  ผมสูดหายใจยาว นึกถึงเรื่องสะท้อนใจเมื่อกลางวัน  มันชัดเจนเหลือเกินเมื่อนึกถึงวันเวลาที่ต้องกลับเข้าเมืองเพื่อทำงาน และเล่าเรียน  ภาพเทือกเขานั่น ภาพฝรั่งฮัมเพลงรดน้ำต้นไม้ ภายชายไทยชาวใต้ขี่ม้าบนเทือกเขา ภาพเพิงไม้และเปลญวนที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆและยอมที่จะอยู่อย่างง่ายๆ ภาพเขาเล่นกีต้าร์ สูบพันลำ ก่อกองไฟส่งข้อความถึงดวงดาว  ชีวิตคนเมืองอย่างพวกเรามันช่างห่างไกล และอยากไขว่คว้า  ความจริงธรรมชาติอยู่ใกล้เรานิดเดียว แต่เรากลับขับไล่ไสส่งมาห่างไกลสุดขอบโลก  ความจริงมันอยู่ใกล้เพียงมือคว้า แต่ก็ห่างไกลในห้วงการตัดสินใจ  หากเรามีทางเลือก..เราจะเลือกอะไร?

 

     ผมปล่อยลมหายใจออกมาช้าๆ พ่นควันออกมา  จ้องมองไปในแววตาของเพื่อนๆ ไฟจากเปลวเทียนเป็นประกายอยู่ในนั้น...พวกคุณพร้อมจะฟังการเดินทางของผมหรือยัง?

 

ร่วมสี่ชั่วโมง..เราก็ถึงท่ารถปาย

    

     สะพายกระเป๋าเดินหาที่พัก  อาจเพราะผมเคยมาที่นี่มาแล้วหนหนึ่งจึงค่อนข้างจะคุ้นเส้นทาง  ที่พักแห่งเดิมปิดปรับปรุงระบบน้ำ  ผมจึงต้องเดินไกลอีกหน่อย..ข้ามสะพานไม้มาอีกฝั่งหนึ่ง  เซ็นชื่อเข้าพักแล้วนั่งเช็ดเหงื่อรอไฟฟ้าซึ่งดับมาสักพักแล้ว

 

     จะว่าไป..การมีหรือไม่มีไฟฟ้านั้น  ข้อดีข้อเสียของมันอาจวัดกันที่การได้เปรียบหรือเสียเปรียบระหว่างการเสพ ความบันเทิงในเชิงธุรกิจหรือเสพสุนทรียะแห่งธรรมชาติ  หากมีไฟ..ร้านรวงคงสว่างไสว แสงไฟหลอดส้มอบอุ่นกลมกลืนบทเพลงไปกับชีวิตที่เคลื่อนไหวภายใต้อากาศ หนาวยามค่ำคืน  ในทางกลับกัน..หากไม่มีไฟ ท้องฟ้าเมืองปายจะมองสว่างใสไปด้วยดวงดาว เสียงที่เราสัมผัสหาใช่ดนตรีจากเครื่องเสียง แต่เป็นเสียงสายน้ำปายที่ไหลกระทบหิน ลัดเลาะเรียบฝั่งทั้งๆที่ก่อนหน้านี้..มันไหลอย่างเงียบเชียบ

 

     เดินหาของรองท้องที่ต้นซอย  ป้าร้านขายขนมจีน-ข้าวซอยใจดีผิดหน้าตา น้ำพริกเผาสูตรเผ็ดร้อนจากพริกขี้หนูปลูกเองของป้านั้นแสบทรวงยิ่ง  มันตอกย้ำอากาศที่ร้อนในตอนกลางวันให้ร้อนยิ่งขึ้นและพาลเอาเหงื่อกาฬไหลไม่ หยุด  ผมพักคุยกับป้าเจ้าของร้านสักพักและได้รู้ข้อดีอย่างหนึ่งของการเดินทางมาปายนอกฤดูท่องเที่ยวข้อหนึ่ง คือความเป็นธรรมชาติของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่  พ่อค้าแม่ขายต่างถิ่นไม่ได้เข้ามาดูแลกิจการมากนัก ร้านรวงส่วนใหญ่จึงปิดเงียบเชียบ เหลือไว้เพียงร้านค้าของคนพื้นถิ่นที่คอยต้อนรับนักเดินทางขาจร  ผมร่ำลาแล้วเดินออกจากร้านอาหาร เลี้ยวที่หัวมุมถนนเพื่อไปยังเช่ามอร์เตอร์ไซค์สักคัน เติมน้ำมันจนเต็มถัง จากนั้นก็พร้อมที่จะไปทุกหนทุกแห่ง

 

     ผมเปิดแผนที่หลังจากกลับมาที่พักเพื่ออาบน้ำและจัดของ ไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้ว  จุดบุหรี่ขึ้นสูบ..พัดลมตัวเล็กจ้อยมีแรงไม่พอจะปัดเป่าไอร้อนให้หายไปจาก ชานไม่ไผ่หน้าบ้านได้  ผมทำได้แค่เพียงเอาผ้าขาวม้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้พอเย็นสบายขึ้นบ้าง

 

     จุดมุ่งหมายคือร้านกาแฟทำเองท่ามกลางหมู่เทือกเขา  เปล่า..ไม่ใช่ร้านดังอย่างที่ใครคิดไว้ ร้านนี้ต้องไปไกลกว่านั้นมาก

 

     ผมขี่มอร์เตอร์ไซค์ออกมาทางนอกเมืองปาย..สู่เทือกเขาสูง  จากนั้นก็เลี้ยวหัวมุมถนนซึ่งลาดชันจนน่ากลัวมุ่งหน้าสู่น้ำตกเล็กๆ  ถนนเรียบทางน้ำนั้นเป็นดินลูกรังเลนเดียวที่รถจะเข้าออกต้องหนักใจ เพราะหากเผอิญสวนทางกันแล้วก็แทบจะต้องถอยกลับไปหลบที่จุดเริ่มต้นเลยทีเดียว  โชคดีช่วงที่ผมไปนั้นมีเพียงมอร์เตอร์ไซค์ไม่กี่คันที่สวนทางมา  ทางลูกรังสุดที่ธารน้ำเล็กๆ  จอดรถและเดินข้ามสะพานมาก็จะพบเพิงไม้ขนาดใหญ่ที่สร้างอย่างลวกๆแต่ดูแข็งแรงและทนทานซึ่งดูได้จากร่องรอยการผ่านฝนและหนาวมาแล้วอยู่บนสุดของไหล่เขา  ช่วงเนินชันก่อนจะถึงที่พักนั้นเป็นลานเล็กที่เป็นคอกม้า ม้าหลากสีเดินเล่นกันอย่างอารมณ์ดี  หญิงสาวต่างชาติคนหนึ่งพยายามจะดึงม้าสีน้ำตาลออกจากคอกอย่างยากลำบาก  พลันเสียงชายคนหนึ่งลอยตวาดม้าให้อยู่กับที่

 

     เจ้าของที่พัก-ชายผิวคล้ำผมเดธ ร็อกรุงรังจนเลยกลางหลังเดินลงมาจากเพิงไม้เล็กๆสูงขึ้นไปอีกระดับ  เขาส่งยิ้มทักทายชี้บอกให้ขึ้นไปรอด้านบน และยังไม่ทันที่ผมจะกล่าวตอบ เขาก็ใช้มือจับบังเหียนม้าอีกตัว กระโดดขึ้นคร่อมก่อนเข้าไปในคอก

 

     มันเป็นอาการงงๆอย่างประหลาด..ราวกับว่าผมหลงเข้ามาในหนังย้อนยุคบางเรื่อง  ผมก้าวเท้าเดินลัดเลาะทางลาดชันเพื่อขึ้นไปที่เพิงกาแฟ  ระหว่างทางนั้นเต็มไปด้วยพืชผักสวนครัวมากมายที่ปลูกไว้สำหรับกินเอง และดอกไม้ที่ปลูกอย่างสั่วๆหลากชนิด  บนเพิงกาแฟมีโต๊ะไม้เล็กๆ1ตัว เปลญวนที่ผูกติดไว้กับเสา และขอนไม้สำหรับนั่งรอบกองไฟ  ข้างหลังโต๊ะทำกาแฟมีถ้วยสังกะสีใบเล็กๆ แก้วสีขุ่นสองสามใบ หม้อที่เพิ่งประกอบอาหารเสร็จ กระปุกน้ำตาล ครีมเทียม และฝรั่งผมหยักศกไว้หนวดเครารุงรัง ใส่แว่นตากลม ราวกับJohn Lennonก็ไม่ปาน  เขายืนดูดพันลำพ่นควันขโมง  ควันนั้นมีกลิ่นคุ้นนัก...

Lennonก็ไม่ปาน  เขายืนดูดพันลำพ่นควันขโมง  ควันนั้นมีกลิ่นคุ้นนัก...

 

edit @ 9 Oct 2010 02:11:41 by ฟรอยด์

edit @ 10 Oct 2010 01:15:50 by ฟรอยด์

 

     อย่างที่บอกไป..เราเป็นแฟนตัวอักษรของกันและกัน  แต่หากเขาถามผมถึงวิธีการเขียนหนังสือที่คนอื่นๆบอกว่า เต็มไปด้วยความอบอุ่น ผมคงตอบอะไรไม่ได้  เพราะผมก็ไม่อาจทราบว่าสิ่งเหล่านั้นไหลผ่านตัวผมเข้ามาตอนไหนและรู้สึกอย่างไร  ทั้งๆที่ชีวิตผมก็ไม่ได้แสวงหาหรือมีมาให้จดจำเพื่อเปลี่ยนเป็นเนื้องานได้เลย..หรือว่าผมไม่เคยพบมันจริงๆ

     "ผมอยากรู้สึกถึงความโดดเดี่ยว" ในที่สุดผมก็พูดออกไป "ผมอยากหามันให้เจอ..ผมอยากทำงานเขียนที่สามารถสะท้อนมันออกมาให้โลกได้รู้..ผมอยากรู้ว่ามันจะน่าพรั่นพรึงสักแค่ไหน" 

     และผมก็เล่าวิธีการแสวงหาของผมให้เขาฟัง การสร้างความร้าวรานสารพัดวิธี  เขาหัวเราะอีกครั้ง

     "คุณนี่บ้าดีเดือดกว่าที่คิดนะ..." เขาพูดขึ้นมาทั้งๆที่ยังหัวเราะอยู่  แล้วเริ่มหัวเราะในลำคอต่อไปคล้ายสกัดกั้นบางคำพูดที่จะเอ่ยต่อมา  ผมไม่มีอะไรจะพูดมากกว่านั้นจึงทำได้แค่นั่งนิ่งและยิ้มไปด้วย

     เจ้าลอนดอนวิ่งออกมาจากบ้าน..เด็กชายตัวน้อยวิ่งตามออกมา  

     "ป๊า..ลอนดอนมันอยากแทะกระดูก"

     เขาตื่นจากภวังค์..มองดูสัตว์เลี้ยงขนยาวสลวย

     "กระดูกอันเก่ายังไม่หมดเลยลูก..ไปเอามาให้มันแทะให้หมดก่อนสิ"

     เด็กชายยืนอีดออดสักพักก่อนวิ่งหายไปในครัว  แม่ของเขาคงให้กระดูกของสุนัขอันใหม่มา  สุนัขลอนดอนจึงลุกพรวดวิ่งเข้าไปหา

     "จริงๆเลย..ทั้งแม่ทั้งลูก" เขาถอนหายใจพร้อมรอยยิ้ม "เดี๋ยวนี้มันร้าย..รู้ว่าอ้อนพ่อไม่ได้  ก็เลยเปลี่ยนไปอ้อนแม่แทน"

     ผมยิ้มกับอาการเย้าแหย่กันเองระหว่างคนในครอบครัวของเขา

     "ลอนดอน..ชื่อแปลกดีนะครับ" ผมถามขึ้นมาเพราะติดใจสงสัยมานาน 

     "ลอนดอน..ผมตั้งตามชื่อเมืองลอนดอนน่ะ" เขายิ้มอบอุ่น "ผมพบกับภรรยาผมที่นั่น"

     "คุณคงมีความทรงจำดีๆที่นั่น?"

    "ใช่..ผมเจอเธอที่นั่น  ผมโชคดีที่ได้พบเธอ  ตอนนั้นผมไปดูงานที่ลอนดอน  แต่กลับหลงทางซะนี่  เผอิญเดินไปเจอเธอเข้า  เราสบตากัน และรู้ได้ทันทีว่าเราเป็นคนไทยเหมือนกัน..คนไทยที่กำลังหลงทางอยู่ที่ลอนดอนด้วยกัน ฮะฮะ" เขายกแก้วชาขึ้นดื่มจนหมด

     "ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเชื่อเรื่องรักแรกพบเลย  แม้แต่ตอนนี้ผมก็ไม่มั่นใจว่ามันเกิดขึ้นกับผมจริงๆ  เธอเองก็คงไม่เชื่อเรื่องพรรค์นี้เช่นกัน  เธอเป็นผู้หญิงฉลาดและมีวิธีการจัดการเรื่องต่างๆอย่างนิ่มนวลตามแบบของเธอ เธอทำให้ผมยอมศิโรราบ เธอทำให้ผมต้องแต่งตัวดีขึ้น ทำให้ผมต้องเป็นคนดีขึ้น"

     "เธอเปลี่ยนแปลงคุณ?"

     "คงงั้น..แต่เราดูเหมือนจะปรับตัวเข้าหากันมากกว่า  ผมรู้จักการยอม รู้จักการให้อภัย การตรงต่อเวลา การสร้างความมั่นคงให้กับตัวเอง  เราเข้ากันได้ดีทุกอย่าง..แม้เธอจะไม่ค่อยชอบหนังสือของผมสักเท่าไหร่" เขาหัวเราะเบาๆ  ผมรู้สึกเหมือนยุ่งเรื่องส่วนตัวของเขามากเกินไป..แต่เขาก็ยินดีที่จะเล่าต่อ

     "เธอทำให้ชีวิตผมสมบูรณ์" เขาจบประโยค  ผมไม่พูดอะไรต่อ..เพียงแค่ยกแก้วชาขึ้นดื่ม

     "ดูเหมือนผมจะไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์พอจะแนะนำคุณได้เลยสินะ"

     ไม่แปลกหรอก..เพราะผมก็รู้สึกเช่นเดียวกัน  ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะสามารถล่วงรู้เคล็ดลับอะไรมากไปกว่านี้..เช่นกันกับที่ผมไม่อาจอธิบายได้ว่าความสุขภายในหนังสือของผมมีที่มาอย่างไร

     เย็นวันนั้นเราได้ร่วมทานอาหารกันที่ร้านเล็กๆริมฝั่งโขง  อาหารพื้นบ้านภาคอีสานส่วนใหญ่เป็นจานปลาแม่น้ำถูกจัดวางไว้บนโต๊ะไม้ที่ดูเรียบง่าย ต้มยำปลาบึก, ปลาคังลวกจิ้ม, ปลาเนื้ออ่อนสามรส, และส้มตำ  อาหารเหล่านั้นล้วนรสจัด แต่มันอร่อยแถมยังสดกว่าที่กรุงเทพเป็นไหนๆ ในตอนแรกผมรู้สึกเกร็งเล็กน้อยในฐานะแขกผู้มาเยือน  แต่เมื่อภรรยาของเขาชวนคุยเรื่องหนังสือที่เธอชื่นชอบเป็นการส่วนตัว ความประหม่านั้นก็ค่อยๆจางลงไป  เด็กชายป้องทานอาหารรสจัดได้เก่งกว่าผมสีอีก แถมยังดูเป็นผู้ใหญ่เกินอายุด้วยซ้ำ  เขาทานข้าวเองโดยไม่ต้องมีผู้ใหญ่คอยบังคับ  เมื่ออิ่มก็ออกไปวิ่งเล่นกับเด็กๆโต๊ะข้างๆซึ่งอาจเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกัน

     เพื่อนของผมสั่งเบียร์มาโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากภรรยา  และเมื่อเราดื่มจนหมดขวดที่สอง  การสนทนาก็ทวีความสนุกสนานขึ้น  ทั้งๆที่เรื่องราวเหล่านั้นเราล้วนขุดมาจากอดีต  เรื่องหนังสือ  เรื่องเพื่อนเก่าๆ  เรื่องการมีครอบครัวของเขา  และเรื่องการเลือกที่จะใช้ชีวิตโดดเดี่ยวของผม  ภรรยาของเขาไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตัดสินใจแยกทางกับคนรักของผม..แต่มันก็ไม่นอกเหนือจากการคาดการณ์ของเธอ  ราวกับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ถูกเธออ่านเจอในบรรทัดหนึ่งบรรทัดใดในหนังสือของผมที่แม้แต่ผมเองก็ไม่คิดจะเปิดอ่าน  เด็กชายป้องอ้อนพ่อของเขาให้กลับหลังจากเบียร์ขวดที่ห้าหมดลง  และนั่นก็เป็นการสิ้นสุดของบทสนทนา

     "ถ้าไม่รังเกียจ  คุณก็พักที่บ้านเราซะเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาออกไปหาโรงแรมที่ไหนไกล"

     "ขอบคุณครับ..แต่ผมเกรงว่ามันจะไม่สะดวก"

     "ไม่เป็นไรหรอกน่า..โรงแรมแถวนี้ไม่ได้พิเศษไปกว่าโรงแรมไหนๆที่คุณเคยพบมาหรอก"

     ภรรยาของเขาพูดขึ้น..และมันทำให้ผมรู้สึกถึงความเงียบที่แผ่ขยายไปทั่วแผ่นหนังของผม  ความรู้สึกคล้ายกับเมื่อคืนก่อน..ที่โรงแรมปริศนานั่น  อาจเพราะอยากเก็บความรู้สึกกลวงเปล่านั้นไว้ หรือเพราะไม่อยากผิดหวังกับการพบเจอที่ไม่อาจเป็นไปได้อีก  ผมจึงตอบตกลงค้างที่นั่น


edit @ 15 Nov 2010 19:06:56 by ฟรอยด์

10 เมษายน 2553

     เป็นครั้งที่สองที่ที่ผมเดินทางมา อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ฤดูร้อนเช่นเดียวกับปีที่แล้ว

     ปายวันนี้เป็นเมืองท่องเที่ยว(ฤดูหนาว)ที่ได้รับความนิยมในหมู่ชาวไทยและชาวต่างชาติ  กระแสทุนนิยมพัดพาความศิวิไลซ์เข้ามาพร้อมๆกับเม็ดเงินจำนวนมหาศาล  แสงไฟในตัวเมืองปายวันนี้กลบแสงดาวบนฟ้าที่ผมเชื่อว่าครั้งหนึ่งพวกมันเคยสุกสกาวพราวฟ้าในยามค่ำคืนไปจนหมดสิ้นแล้ว  อย่างที่บอกไป..ผมเดินทางมาที่นี่เป็นครั้งที่สองด้วยความรู้สึกประหลาด 

     ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว..ปายหน้าร้อนระอุด้วยไอแดดและฝุ่นควันจากไฟป่า  ต้นไม้เริ่มบางตา และถนนดูเหมือนพร้อมจะพาเราไปได้ทุกที่  ในแง่ของธรรมชาติแล้ว..ปายคงไม่สามารถตอบรับได้ดีดั่งก่อนหน้านี้  ต้นไม้ที่นี่ดูเหี่ยวเฉา..ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอากาศที่ร้อนจัดหรือร้านกาแฟเปิดใหม่ที่แย่งความโดดเด่นจากมันไปจนหมดสิ้น  เช่นเดียวกับแม่น้ำปายที่ไหลเอื่อยอย่างอ่อนแรง คล้ายกับว่ามันจำยอมต้องคดเคี้ยวหลบเลี้ยวให้รีสอร์ตขนาดใหญ่ดำรงอยู่แทนที่  ที่นี่แทบจะหมดความสมดุลของธรรมชาติไปแล้ว

     แต่ผมก็เลือกที่จะกลับมาที่นี่...

     ไม่ใช่เพราะมาสัมผัสกลิ่นอายของธรรมชาติ  หากคล้ายกับการคิดถึงอย่างหนึ่ง  สถานที่ที่ตนเองไร้ซึ่งอดีตโดยสิ้นเชิง  เป็นความคิดถึงในรูปแบบเดียวกันกับการฟังเพลงสักเพลงแล้วอยากกลับมาฟังอีกครั้ง

     ฤดูร้อนนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ  ในตัวเมืองปายจึงไม่ต่างกับถนนข้าวสารเท่าไรนัก  ตั้งแต่การนั่งรถบัสเล็กจากท่ารถอาเขต จังหวัดเชียงใหม่มา  ภาษาอังกฤษ สเปน ไทย ม้ง ปะปนกันในห้วงอากาศของห้องโดยสาร  ราวกับว่านี่เป็นชั้นเรียนระหว่างวัฒนธรรามสำหรับผู้แสวงหา  สาวม้งหน้าใสพูดภาษาไทยสำเนียงแปร่งกับคนขับรถ  ฝรั่งผมแดงบ่นอุบอิบกับเพื่อนที่นั่งข้างๆด้วยความฉงนว่ารถบัสเล็กมันรับคนได้มากถึงเพียงนี้เชียวหรือ?  ความแออัดคับแคบ และการจอดรถรับคนระหว่างทางทำให้การพูดการใช้ภาษาไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่นั่งและที่ยืน  เพื่อนร่วมทางแปลกหน้าต่างภาษา..สิ่งเดียวที่ดูเหมือนจะใช่สื่อสารได้ชัดเจนที่สุดก็คงเป็นเพียงรอยยิ้มบนใบหน้า

     ยาดมหลอดหนึ่งถูกส่งไปมาระหว่างผู้โดยสารที่เมารถ  ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นของใคร  แต่หลังจากถูกส่งมาถึงมือผม ก็ไม่มีเหตุผลใดจะต้องปฏิเสธสูดกลิ่นเจือจางจากการทำงานหนักของมันเข้าปอด  พูดกันตามตรง..มันแทบไร้กลิ่นด้วยซ้ำ  แต่กลับทำให้ผมรู้สึกชื่นฉ่ำใจยิ่ง  คงไม่ใช่เพราะกลิ่นฉุนแหบแห้งของมัน  หากเป็นกลิ่นไมตรีจิตที่ต่างคนต่างเต็มใจส่งมอบให้แก่กันและกัน

to be continue

edit @ 4 Sep 2010 18:16:06 by ฟรอยด์